ปี 2546 ถูกกำหนดให้เป็นปีแห่งการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้
กิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้คนไทยอ่านหนังสือจึงปรากฏมากมายทั้งยังต่อเนื่องข้ามปี โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยในชนบทด้วยการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง
ในพื้นที่ อ.ภูเวียง กิ่ง อ.หนองนาคำ และ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
โดยสมาคมไทสร้างสรรค์ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินงานด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยและครอบครัว
คืออีกหนึ่งโครงการ
"น.พ.อุดม เพชรสังหาร" ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล
กรมสุขภาพจิต นายกสมาคมไทสร้างสรรค์ บอกว่า ช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือวัยแรกเกิด-6 ปี เพราะรากฐานทั้งปวงของชีวิตถูกกำหนดขึ้นในช่วงวัยนี้
แต่สังคมไทยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัยอย่างจำกัด
"หลังผ่านการทดลองและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัยมากกว่าสี่ปี
สมาคมไทสร้างสรรค์พบว่ากิจกรรมการส่งเสริมการอ่านผ่านการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง
สร้างผลกระทบด้านบวกแก่เด็กและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งทั้งในด้านส่งเสริมจินตนาการ
พัฒนาสมาธิ เตรียมความพร้อมด้านภาษา ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ช่วยให้พ่อแม่ลูกมีการสื่อสารและสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน
"
ขณะที่
"ปรีดา ปัญญาจันทร์" นักเขียนนักเล่านิทาน
และครูอนุบาล ผู้มากด้วยประสบการณ์ด้านเด็กปฐมวัย เล่าว่า เด็กที่ไม่เคยฟังนิทาน พัฒนาการด้านภาษาจะต่ำ
"เพราะเขาไม่มีคนพูดคุยด้วย"
แล้วภาษาในนิทานเป็นภาษาที่สื่อสารกับเด็กได้ดีที่สุด ง่าย และเป็นภาษาที่อบรมสั่งสอนเด็กทุกอย่าง
อย่างเรื่องน้องหมีแต่งตัว เมื่อฟังจบ พ่อแม่ คุณครูไม่ต้องบอกให้เด็กแต่งตัว
เขาจะทำเอง เพราะเห็นว่าน้องหมีทำได้ เขาก็ทำได้
"การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง
เมื่อลูกเข้าเรียนอนุบาล เด็กจะเด่นกว่าคนอื่น คือ พูดจาชัดเจน
เวลาเล่านิทานหากออกเสียงชัดเจน เด็กจะเลียนแบบ
และจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาสูงมาก "
"ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์" ผู้อำนวยการสมาคมไทสร้างสรรค์
เล่าถึงความสำเร็จของโครงการนิทานเพื่อน้อง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2544 กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 36 ศูนย์ใน จ.ขอนแก่น
มหาสารคาม และนครสวรรค์ โดยยกตัวอย่างห้องสมุดเด็กโพธิ์กลาง ต.วังยาว อ.โกสุมพิสัย
จ.มหาสารคาม ซึ่งมีเด็กทั้งหมู่บ้านเพียง 106 คน แต่ยอดการยืมหนังสือกลับบ้านด้วยตัวเด็กเองเพื่อให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง
กลับสูงถึง 3,025 เล่ม ในเวลาเพียง 103 วัน และที่ห้องสมุดเด็กนาทอง ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม
มีการยืมหนังสือถึง 2,525 เล่ม ในเวลา 39 วัน โดยทั้งหมู่บ้านมีเด็กอนุบาลถึงวัยประถมศึกษาประมาณ 300 คน และที่สำคัญห้องสมุดทั้ง 2 แห่ง
เป็นห้องสมุดที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นของคนในชุมชน ซึ่งมาจากแรงกระตุ้นจากความต้องการอ่านหนังสือของเด็กๆ
และชาวบ้านในชุมชนเอง ซึ่งสมาคมมีหน้าที่เพียงประสานงานระดมทุนจัดซื้อหนังสือดีและให้ความรู้แก่ครูพี่เลี้ยง
"หนังสือเด็กหลายพันเล่มในห้องสมุดเด็กทั้งสองแห่ง
ล้วนผ่านการคัดสรรแล้วว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย สามารถกระตุ้นจินตนาการ
พัฒนาสติปัญญาแก่เด็กได้ เพราะการรักการอ่านจะเกิดขึ้นไม่ได้
หากเราหยิบยื่นหนังสือที่ไม่มีคุณภาพให้พวกเขา" ธีรวงศ์กล่าวสรุป
ผลสัมฤทธิ์จากโครงการนี้
ทำให้สมาคมได้งบฯ สนับสนุน 25 ล้านบาท จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ดำเนินโครงการต่อในพื้นที่ อ.ภูเวียง กิ่ง อ.หนองนาคำ และ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
เป็นระยะเวลา 3 ปี คือจะมีไปถึง พ.ศ.2549
"สุพัตรา คุณทะวงษ์" ครูพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านในภู่
อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้มีประสบการณ์การใช้หนังสือนิทานในโครงการนิทานเพื่อน้อง กล่าวว่า
"เมื่อใช้หนังสือเด็กเป็นสื่อ
ทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้นในการทำกิจกรรม และในแต่ละวันเด็กจะต้องยืมหนังสือกลับบ้านให้พ่อแม่อ่านให้ฟังก่อนนอน
ไม่เช่นนั้นไม่ยอมกลับ บางบ้านพ่อแม่เล่าไม่เป็น เด็กก็จะเป็นผู้เล่าให้พ่อแม่ฟังแทน
เล่าไปตามประสีประสาของเด็ก สิ่งที่เห็นชัดหลังจากใช้หนังสือนิทานกับเด็ก
ก็คือพัฒนาการทางภาษาของเด็กชัดเจนมาก พูดภาษากลางได้ชัดถ้อยชัดคำ"
โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยในชนบทด้วยการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟังนี้
อาจจะเป็นเพียงโครงการเล็กๆ ที่ทำในพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก หากแต่จะเป็นจุดเริ่มให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยการใช้หนังสือ
ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสร้างหนอนหนังสือหรือการสร้างนิสัยรักการอ่านเท่านั้น
"หากแต่คือการเตรียมคนคุณภาพ
เพื่อสังคมอันดีงามในอนาคต"
ข่าวจาก นสพ. มติชนรายวัน
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
|