| |
"กษมา" จี้สหกรณ์รร.งด"ขนมหลอกเด็ก"
อย.
-สคบ.และสสส.เดินหน้าออกมาตรการควบคุมขนมเด็ก เน้นดูแลโฆษณา
เสนอแนวทางแก้ไข 12 ข้อ
เน้นเด็กวิเคราะห์วิจารณ์ แยกแยะโฆษณาได้ รู้จักออมทรัพย์
ให้พ่อแม่หากิจกรรมให้ลูกทำช่วงเช้าหลีกเลี่ยงการดูทีวี เฝ้าระวังโฆษณาหลอกเด็ก
จี้รัฐออกกฎหมายควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กให้ชัดเจน ป้องกันเจ้าของสินค้าฉวยโอกาสชักจูงเด็กได้ง่าย
สร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กเพื่อปิดกั้นไม่ให้โฆษณาเข้าถึง ขณะเดียวกันส่งเสริมรายการโทรทัศน์ดีๆสำหรับครอบครัวให้ปลอดโฆษณาหลอกล่อเยาวชน
เตรียมเสนอครม.พิจารณาเร็วๆนี้ "คุณหญิงกษมา"ห่วงกระแสสื่อชักจูงใจเด็ก ยอมรับป้องกันยาก
แนะสหกรณ์โรงเรียนเลิกขายขนมขบเคี้ยวที่ไร้ประโยชน์ เตรียมรณรงค์ให้น.ร.เลิกซื้อ
เมื่อเวลา
11.00 น. วันที่ 15 มี.ค. ที่รร.สยามซิตี
พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะ และลดปัจจัยเสี่ยง
(กลุ่มที่ 2) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) พร้อมด้วยน.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมศานติ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้
น.พ.สถาพร วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นางวรรณทวี
ศรีสุกใส หัวหน้าฝ่ายควบคุมกองคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ ดร.อุบล เล่นวารี
ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกันแถลงเรื่อง "รัฐบาลรู้ทันป้องกันโฆษณาหลอกเด็ก"
พ.ญ.พรรณพิมล
กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับการโฆษณาเกินจริง
หรือชวนให้ผู้ชมหลงเชื่อเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมานาน ที่ผ่านมามีการร้องเรียนจากหลายฝ่าย
แต่ไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง จากสถิติพบว่าเด็กไทยสูญเงินไปกับการซื้อขนมและอาหารไม่มีประโยชน์ถึงปีละ
161,854 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.7 ของงบประมาณแผ่นดินปีนี้ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ จากข้อมูลเปรียบเทียบมาตรฐานการควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กของนานาชาติ พบว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาควบคุมโฆษณาสินค้าของเด็กอย่างชัดเจน
แต่กลับถูกระบุให้เป็นจรรยาบรรณในวิชาชีพโฆษณา ข้อที่ 10 ของสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย
ที่ว่า "ไม่ควรกระทำการโฆษณา อันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็กและผู้เยาว์
ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกรับผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร"
เท่านั้น ส่วนกฎหมายอื่นๆ ยังมีการควบคุมที่ไม่ชัดเจน ผิดกับต่างประเทศที่มีการระบุมาตรฐานเรื่องต่างๆ
อาทิ การให้ข้อเท็จจริง สินค้าห้ามโฆษณา เวลาออกอากาศ อย่างชัดเจน
"ดังนั้นโครงการเด็กไทยรู้ทันซึ่งสนับสนุนโดยสสส.จัดทำสมุดปกแดงแสดงข้อเรียกร้องและแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น
12 ประการให้รัฐบาล
และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นข้อพิจารณาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม สรุปคือให้ความรู้แก่เด็กโดยเน้นให้สามารถวิเคราะห์วิจารณ์โฆษณา
และรู้จักการออมทรัพย์เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง ด้านพ่อแม่ผู้ปกครองควรสรรหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้แก่บุตรหลานในช่วงเช้าวันหยุดเพื่อหลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์
ตลอดจนสอนให้เด็กรู้จักวิธีใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง และร่วมมือกันสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังโฆษณาหลอกเด็ก
ทางด้านการศึกษา ควรสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กด้วยสื่อศึกษาพัฒนาผู้เรียน โดยปิดกั้นไม่ให้โฆษณาเข้าถึงได้
ส่วนรัฐบาลควรออกกฎหมายควบคุมโฆษณาสินค้าอย่างจริงจัง รวมถึงส่งเสริมรายการโทรทัศน์ดีๆ
สำหรับครอบครัวให้ปลอดโฆษณาหลอกล่อเยาวชน" พ.ญ.พรรณพิมลกล่าว
ด้านคุณหญิงกษมา
วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)
ซึ่งเดินทางมาร่วมแถลงข่าวในช่วงหลัง กล่าวว่า ตามหลักสูตรของโรงเรียนต่างๆ ตามปกติจะสอนให้เด็กได้เรียนรู้และแยกแยะให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของขนมต่างๆ
อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกระแสของสื่อที่มีออกมาจำนวนมากซึ่งเป็นการชักจูงใจเด็ก
ทำให้ยากแก่การป้องกัน ดังนั้นแนวทางการแก้ไขที่สพฐ.พยายามทำคือการให้เด็กตระหนักเรื่องการดูแลตัวเอง
และพยายามเข้าใจแยกแยะได้
เลขาธิการ
สพฐ.กล่าวต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องสื่อโฆษณาต่างๆ
มักจะเข้าไปถึงเด็กๆ ได้รวดเร็ว ตนลงไปดูตามโรงเรียนต่างๆ เห็นว่าตามสหกรณ์โรงเรียนมีขนมขบเคี้ยวที่ไร้ประโยชน์พวกนี้อยู่มาก
เด็กๆ ยังคงซื้อกินอยู่ ดังนั้น การแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือการส่งเสริมให้โรงเรียนเลิกที่จะขายขนมเหล่านี้ให้กับเด็กซึ่งอาจจะมีการให้รางวัลจูงใจสำหรับโรงเรียนที่ส่งเสริมสุขภาพเด็ก
ไม่ขายขนมที่ไม่มีประโยชน์ รวมทั้งจัดโครงการดีๆ ให้กับนักเรียนของโรงเรียนตัวเองตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของตัวเองและไม่ให้ความสำคัญกับโฆษณาจูงใจต่างๆ
คุณหญิงกษมา
กล่าวต่อว่า คิดว่าควรจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขอาจจะมีรายชื่อของสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ
หรือสินค้าที่เป็นอันตราย ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ให้ทางสพฐ.นำไปชี้แจงหรือแจกจ่ายให้กับโรงเรียนต่างๆ
เพื่อรณรงค์ให้เด็กเลิกซื้อขนมเหล่านั้นด้วย
ด้านน.พ.ยงยุทธ
กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องสื่อของเยาวชนและครอบครัว ล่าสุดมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมการดำเนินงานตามนโยบายการใช้สื่อของรัฐเพื่อการศึกษาและเรียนรู้ของเด็ก
เยาวชน และครอบครัว เพื่อเข้ามาดูแลควบคุมเรื่องนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อาจจะไม่ได้เน้นไปตรงส่วนของการควบคุมโฆษณา
แต่จะเน้นคุณภาพของรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กและเยาวชนมากกว่า ขณะนี้มีการร่างแนวทางในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ดังกล่าวเพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานของการทำรายการโทรทัศน์เพื่อเด็ก
เยาวชน และครอบครัว ซึ่งนายจาตุรนต์ จะเสนอต่อ ครม.ในเร็วๆ นี้ด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะมีจุดที่เข้าไปช่วยดูแลเรื่องของโฆษณาขนมหลอกเด็กพวกนี้ในทางอ้อม
สำหรับร่างเกณฑ์มาตรฐานการจัดทำรายการสำหรับเด็กที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา
มีดังนี้ ด้านแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าของสถานี และผู้ผลิตรายการ ต้องผลิตรายการที่มีเกณฑ์อายุเป็นตัวกำหนด
ไม่ใช่รายการที่เหมาเด็กทั้งหมดเป็นผู้ชม/ผู้ฟังกลุ่มเดียวกัน ต้องกระจายรายการให้ทั่วถึงสำหรับเด็กทุกช่วงอายุ
ไม่ควรละเลยเด็กเล็กและครอบครัว
ส่วนโฆษณาในรายการสำหรับเด็กและเยาวชน
ควรคำนึงถึงความยาวของโฆษณา ชนิดของสินค้าที่โฆษณา
ไม่แฝงโฆษณาเข้าไปในเนื้อหารายการ ไม่ใช้พิธีกรหรือนักแสดงของรายการเป็นผู้โฆษณาสินค้า
ไม่พูดชักชวนขายสินค้ากับเด็กที่ชม/ฟังรายการโดยตรง ไม่เอาเปรียบ และใช้ประโยชน์จากเด็กทั้งในกระบวนการผลิตและการนำเสนอเนื้อหา
รายการที่ผ่านการพิจารณาเข้าข่ายเป็นรายการเพื่อการศึกษาและเรียนรู้ของเด็ก เยาวชนและครอบครัว
ควรมีรหัสตัวอักษรชี้บ่งขณะออกอากาศ และเจ้าของสถานีต้องเสนอชื่อรายการที่สถานีออกอากาศตามมติครม.ว่าด้วยรายการสำหรับเด็ก
เยาวชนและครอบครัว ยื่นต่อคณะกรรมการฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐเพื่อการพิจารณาเป็นประจำทุกปี
ข้อมูลจาก: นสพ.ข่าวสด
|
|
 |
|
|
|
 |
|